2006/Aug/06

เส้นทางยาวไกล

ไฟถนนที่มืดดับ

มีรถผ่านไปมา

คนมากมาย

ใครจะสนใจ

สะพานข้ามแม่น้ำ

เรือแล่นเอื่อยแทรกผ่านผืนน้ำ

...ไฟสะท้อนระยิบระยับ

บิดเบี้ยวตามกระแสน้ำ

สะท้อนแสงพร่าในตาฉัน

มันบดบังอะไร

ทำให้ฉันพลาดอะไรไป .....

ฉันเหนื่อย วันนี้ฉันเหนื่อยจริงๆ ล้าทั้งความรู้สึก สติ และแรงใจ ฉันหมดกำลังใจ หมดทุกอย่าง ไม่เหลืออะไร ฉันนึกจริงๆว่าฉันไม่เหลืออะไรแล้ว แล้วฉันก็นึกถึงบางคนขึ้นมาได้

...เธอ...

เธอที่อยู่ข้างๆฉันมาตลอด ฉันไม่เคยมองเธอเลย เพราะฉันมัวแต่มองคนอื่นที่ฉันคิดว่าน่ามองกว่าเธอ

เธอที่คุยกับฉันได้ตลอด ฉันซะอีกไม่เคยฟังเธอเลย เพราะหัวของฉันมีแต่คำพูดของคนอื่นที่ฉันคิดว่าน่าจำกว่า

เธอที่ใส่ใจฉันอยู่ทุกวัน ถามทุกๆรายละเอียด แต่ฉันกลับตอบแบบขอไปที เพราะฉันมัวแต่อยากให้คนอื่นมาถามฉันมากกว่าเธอ

เธอที่จำได้ว่าฉันชอบอะไร ไม่ชอบอะไร แต่ฉันกลับคิดว่าสิ่งที่เธอชอบไม่ชอบไม่เห็นจะน่าสนใจ เพราะฉันมัวแต่ไปจำเรื่องของคนอื่น

เธอที่ไปนู่นนี่กับฉัน แต่ฉันกลับอยากให้คนอื่นมากับฉัน...ไม่ใช่เธอ

วันนี้...วันที่ฉันเหนื่อย หมดแรง ฉันจะตายแล้ว ไม่ไหวแล้ว ไม่ไหวจริงๆ ฉันก็ยังไม่นึกถึงเธอ เพราะเธออยู่ตรงนั้นมาตลอดจนฉันเคยชิน เหมือนว่าเธอเป็นส่วนหนึ่ง ฉันไม่ต้องคิดถึง ก็มีอยู่

แต่พอฉันนึกขึ้นได้...

เธอไม่ได้ทำอะไรมากมาย เธอเพียงรับที่ฉันเป็นฉันได้ เธอไม่ได้ตามฉัน แต่เธอก็อยู่ตรงนั้นทุกทีที่ฉันต้องการ เธอดูแลฉันตามเท่าที่เธอดูแลได้ เธอไม่เคยก้าวก่าย เพราะเธอเคารพในความเป็นตัวฉัน เธอไม่เคยห้าม ไม่เคยพยายามเปลี่ยนตัวฉัน เพราะเธอพอใจที่ฉันเป็นฉัน

ต้องใช้เวลาเท่าไหร่กว่าฉันจะรู้สึกแบบนี้...ฉันโง่มั๊ย ที่ฉันใช้เวลานานขนาดนี้

เธอรู้สึกยังไง เมื่อเห็นฉันให้ความสำคัญคนอื่นมากกว่า ฉันว่าเธอคงรู้สึกแย่ เพราะเธอคงรู้อยู่แก่ใจว่าเธอคือคนที่ดีกับฉันมานาน

ทั้งที่เธอห่วงฉัน...แต่ฉันกลับ...

ขอโทษนะ...ทั้งที่เธอแสดงออกแต่ฉันไม่สนใจ

และขอโทษที่ละเลยความรู้สึกอีกนับล้านที่เธอไม่เคยแสดงออก และฉันไม่เคยสังเกตมัน

ทั้งๆที่ทุกความรู้สึกนั้นมันเกี่ยวโยงกับการกระทำของฉัน

ขอโทษ ขอโทษ ขอโทษ

ฉันไม่รู้ว่าจะเป็นไงต่อไปจากนี้ เพราะหัวใจเราอาจรู้สึกไม่เท่ากัน หัวใจเราไม่ได้ผูกกันไว้ ฉันไม่ได้คิดว่าใครดีกว่าใคร ทุกคนมีดีมีเลวเหมือนกัน ไม่ว่าฉัน เธอ เขา พวกเขา และใครหลายๆคน

ฉันเองสัญญาไม่ได้ว่าจะรู้สึกอะไรได้มากแค่ไหน แต่วินาทีนี้ฉันจะเริ่มใส่ใจอีกครั้ง...

จะไม่ทำเฉยกับความรู้สึกของเธออีกแล้ว

อย่างน้อยวันนี้ ฉันจำได้แล้วว่ามีเธออยู่ในชีวิตฉัน

ขอบคุณค่ะ

....ขอบคุณจริงๆ

****

ยกมาจาก blog ของเราอีกอันใน multiply...มันเหนื่อยจริงๆวันนี้ อยากประกาศให้โลกรู้...

2006/Mar/12

บ๊ะ ไม่ทันไรก็ผ่านมาถึงตอนท้ายๆของ mai-otome แระ

ขณะนี้เทคโนโลยี otome กะลังหมดสภาพ เพราะการต่อสู้ระหว่าง otome กันเอง ทำให้ศูนย์กลางพลังปิดกิจการตัวเองไปโดยปริยาย

เอริสจังตายซะแร้วววที่จริงเธอเป็นสปายของจอห์น สมิธมาตลอด และต้องต่อสู้กับอาริกะ สุดท้ายพอนีน่ากับอาริกะสู้กันเอง เอริสจังเข้ามาขวางไว้ เลยโดนนีน่า(เผลอ)ฟันเข้าให้ ตายคาที่

มาชิโระกับอาริกะระหกระเหเร่ร่อนไปอยู่กับมิโดริ (ซึ่งเจ๋งสาดดด) มาชิโระได้เรียนรู้การเป็นผู้นำจากมิโดริ และตอนนี้ได้ร่วมมือกันต่อสู้ โดยมีข้อสัญญาว่าถ้าชนะแล้ว มาชิโระจะมอบพลัง otome ให้กับมิโดริตามที่ต้องการ และในที่สุดอาริกะก็ถวายตัว (!!) เป็น otome ให้กับมาชิโระอย่างเต็มใจ โอวววว

เนกิฉวยโอกาสเข้าครอบครองสถาบัน เอานีน่ามาเป็น otome ของตัวเอง ตอนนี้ sergeiถูกมิยูเล่นงานตอนตามไปจับอากิระกับมาชิโระตามคำสั่งเนกิ (ไปกับโทโมเอะและชิเอะ) น่าจะถึงตายนีน่าเลยเป็นผีบ้าไปแล้ว

นัทซึกิต้องแยกกับซิซุรุเพราะโดนล้อมแล้วตกกระไดพลอยโจนออกเดินทางไปกับนาโอะ ไปอยู่กับฮารุกะ นัทซึกินั้น...ในใจยังคงหาทางจะช่วยซิซุรุ (แต่ดันไม่รู้ว่าซิซุรุอยุ่ที่ไหน)

ซิซุรุถูกจับตัวไปขังคุก แล้วโทโมเอะก็เลยเข้าร่วมกะกองกำลังเนกิ แล้วใช้อำนาจเอาตัวชิซุรุออกมาดูแล...ไว้ในห้องส่วนตัว....ซึ่งที่นั่น....ทั้งสองคนก็...ปะลั่มปั่มปั๊ม โดยความจำใจทำๆไปก่อนของซิซุรุ เพราะเข้าใจว่า นัทซึกิถูกจับตัวไว้ที่นี่เหมือนกัน และกำลังจะหาทางช่วย (โทโมเอะ ทำปายด้ายยย)

<<< แอบมีเซ้นส์รับรู้

ชิเอะเข้าร่วมกับเนกิ อารมณ์ว่าจะเป็นสปายให้กับทางฮารุกะ พร้อมทั้งค้นพบอาโออิแล้ว เจ็บหนักครับงานนี้ ตกลงมาจากหน้าผาแบบน๊านน ตอนที่ช่วยมาชิโระไม่ให้โดนค้นพบจากชาวบ้านที่โกรธแค้น อาโออิยอมตาย โดดหน้าผาลงมา แทนที่จะบอกว่ามาชิโระอยู่ไหน ยังโชคดีที่รอดมาได้ โอ ซึ้งงงง

แหมขอหน่อยนึง ทำไม๊ๆๆๆ ซิซุรุช่างน่าสงสารเสียจริง แล้วถ้าพบว่าจริงๆแล้วโทโมเอะโกหกเรื่องนัทซึกิล่ะ แล้วถ้านัทซึกิรู้เรื่องโทโมเอะกับซิซึรุล่ะ แล้วถ้าโทรโมเอะรู้เรื่องความสัมพันธ์ของนัทซึกิกับซิซุรุล่ะ อะไรจะเกิดขึ้นนน โอววว โน โน โน ดราม่า ได้โปรดดดด

อะ-ไร!!!!!! โอ๊ย ขำ ไหวม๊ายยสองคนนี้

@_@

2006/Feb/26

เอาล่ะๆ ในท้ายที่สุดของรายงาน

เมื่อวันต่อมา ก็ได้ไปดู Obaba และ Odette มา เราจะไม่พูดถึงละกันนอกจากว่า เอาตังค์ช้านคืนมานะโว้ยยย นี่ถ้าไม่ได้นั่งโรงเลิฟซีตจะโมโหกว่านี้

ถัดมา ว่าด้วยเรื่อง Manderlay...

คือ...ของเค้าดีจริงนะคะคุณ Manderlay เปรียบเสมือนภาคสองของเรื่อง Dogville ถ้าใครเคยดูงานของผู้กำกับคนนี้ Lars von Trier ก็จะพบความแสนจะติสแตกของพี่แก เรื่อง Manderlay ก็ยังคงเหมือนเรื่อง Dogville ตรงที่ใช้การถ่ายในสตูดิโอเหมือนเดิม ไม่ได้ใช้โลเคชั่น พูดในอีกแง่นึงคือ ไม่มีฉากว่างั้นเหอะ เขาใช้วิธีวาดเป็นแบบแปลนเอา เช่นว่า ตีช่องสี่เหลี่ยมด้วยเส้นสีขาวไว้แล้วเขียนว่าเป็นบ้านนางเอกไรเทือกนี้


ประมาณนี้ (ที่จริงฉากน่ะมีนะ แต่ไม่มีผนังมากกว่า)

เป็นเรื่องราวของ Grace ลูกสาวมาเฟีย ที่ดันเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับเรื่องราวของชาวทาสผิวดำในเมือง Manderlay เธอพยายามจะปลดปล่อยทาสให้เป็นอิสระจากเจ้านายคนเก่า แต่เผอิญว่าแบบแผนที่ทาสใช้กันมามันยาวนานเหลือเกิน เช่นว่า ระบบการแบ่งอาหารว่าใครจะได้มากกว่า หรืออารมณ์ว่าห้ามตัดต้นไม้จากในสวนของนายเก่าไรงี๊ ซึ่งทุกอย่างมันมีเห็นมีผลของมันอยู่ แต่เธอก็เข้าไปยุ่ง ประมาณว่าจะไปสั่งสอนระบบประชาธิปไตยและอิสระให้ทาสเหล่านั้น แต่จริงๆแล้วมันดีจริงเหรอ พอไปเปลี่ยนระบบ มันก็ทำให้เกิดผลเสียกับอีกอย่างนึง แล้วพอเรื่องดำเนินไป จริงๆแล้วพวกทาสนี้มันโง่อย่างที่คิดเหรอ แล้วใครเป็นทาสกันแน่ ระหว่าง Grace กับคนผิวดำเหล่านั้นใน Manderlay

เออ มันก็น่าสนใจ แบบเสียดสี american dreams ไง ที่มันชอบเข้าไปยุ่งกับอะไรต่างๆของคนอื่น ทั้งๆที่เค้าก็มีแบบแผนอยู่กันได้มา ก็จะไปให้เขาเป็นแบบอเมริกันไปซะหมด แล้วก็ยังพูดถึงความสำคัญของคนผิวดำอีกด้วย คนขาวสร้างคนผิวดำขึ้นมา นำมาประเทศเอามาเป็นทาส เสร็จแล้วก็ไปปลดปล่อยเขาไม่ให้เป็นทาส How arrogant! เหมือนอย่างที่ Timothy (หนึ่งในทาส) บอกกับ Grace ว่า "I don't know why you're so angry. You said it yourself, 'you made us.' "

ที่จริงแล้วอิสระของคนผิวดำเหล่านั้น อาจจะไม่ได้เกิดขึ้นจริงๆเลยก็ได้ ถึงแม้จะปลดปล่อยทาสมาหลายสิบปีแล้วก็เหอะ (เอ๊ะ ฟังดูคล้ายๆคนไทยไงอยู่ จะว่าไม่เคยเป็นเมืองขึ้น แต่ตอนนี้ก็เป็นทาส globalization เหอๆ)

น๊านน แทงใจ ขอให้ไป 10/10

ก่อนหน้านั้น แรดไปดู Water มา หนังไตรภาค ของ Deepa Mehta ผกก.หญิง ชาวอินเดีย เราเฉยๆกะ Water นะ แต่เผอิญเคยดู Fire แล้วก็ชอบมากแต่เราก็ยังประทับใจว่ะ เพราะว่าเขาชอบทำเรื่องที่มันแทงๆเรื่องอินเดีย วัฒนธรรมเก่าๆกับวัฒนธรรมใหม่ๆ ที่มันเริ่มจะกลืนเข้ามา การเปลี่ยนแปลงที่มันรวดเร็ว ใครรับไม่ได้เพราะอะไร คงเพราะเขาเป็นคนอินเดียด้วยมั๊ง เราว่าเขาก็ทำได้ดีทีเดียว

Water เป็นเรื่องเกี่ยวกับ ผู้หญิงม่ายอินเดีย ที่ตามศาสนาฮินดูบอกว่า ถ้าเป็นม่ายมีทางเลือกไม่กี่ทางคือ ตายตาม ไม่ก็ต้องดำรงชีวิตอย่างบริสุทธิ์ไปตลอดชีวิต ทีนี้เด็กคนนึง (ชื่อไรไม่รู้ลืม) ประมาณเจ็ดขวบหรือน้อยกว่านี้ล่ะ ไอ้คนที่ถูกจับคลุมถุงชนแต่งงานด้วยดันตายไง ก็เลยถูกส่งไปอยู่บ้านแม่ม่าย ที่มีแม่ม่ายหลากหลายอายุอาศัยรวมกันอยู่

อืม มันก็พูดถึงว่า วัฒนธรรมฮินดูที่มันกดขี่ผู้หญิง อันที่จริงโดยเนื้อแท้มันก็ไม่ใช่ แต่มนุษย์ คนในศาสนาที่ไปตีความมันผิดๆ ให้เอื้อแก่ผลประโยชน์ตัวเอง ศาสนาน่ะไม่เท่าไหร่หรอก แต่วิธีที่คนใช้ศาสนาเป็นเครื่องมือนี่สิ

"_"

หลังจากนั้นกลับบ้าน ลงมาข้างล่าง เจอ ผกก.กำลังนั่งสูบบุหรี่อยู่ โอ้เย่ เลยแอบคุยด้วยหน่อยนึง ปลาบปลื้มเป็นที่สุด เฮ้ออออ นี่ล่ะนะ จะไปขอไรได้อีกชีวิต ได้คุยกับคนที่สร้างงานที่เราชอบ ในฐานะที่เราก็ทำอะไรใน field นี้อยู่ยังกะได้มอบออร่าอะไรสักอย่างมา เหอๆๆ

เฮ้อ ในที่สุดทุกอย่างก็จบลงสำหรับอีเทศกาลนี่ ที่ตักตวงตังค์ไปมากมาย มีแพ็คเกจก็ไม่บอกโคตรเซ็งเลย ซื้อตั๋วไปแล้วทำไงได้เนี่ย - -" แต่ก็สนุกดีนะ สภาพวิ่งไปวิ่งมา เข้าออกโรงหนังติดๆกัน ดีกว่าไม่มีไรทำ

อย่างงั้นเหรอ ;-p