เอาล่ะๆ ในท้ายที่สุดของรายงาน
เมื่อวันต่อมา ก็ได้ไปดู Obaba และ Odette มา เราจะไม่พูดถึงละกันนอกจากว่า เอาตังค์ช้านคืนมานะโว้ยยย นี่ถ้าไม่ได้นั่งโรงเลิฟซีตจะโมโหกว่านี้
ถัดมา ว่าด้วยเรื่อง Manderlay...
คือ...ของเค้าดีจริงนะคะคุณ Manderlay เปรียบเสมือนภาคสองของเรื่อง Dogville ถ้าใครเคยดูงานของผู้กำกับคนนี้ Lars von Trier ก็จะพบความแสนจะติสแตกของพี่แก เรื่อง Manderlay ก็ยังคงเหมือนเรื่อง Dogville ตรงที่ใช้การถ่ายในสตูดิโอเหมือนเดิม ไม่ได้ใช้โลเคชั่น พูดในอีกแง่นึงคือ ไม่มีฉากว่างั้นเหอะ เขาใช้วิธีวาดเป็นแบบแปลนเอา เช่นว่า ตีช่องสี่เหลี่ยมด้วยเส้นสีขาวไว้แล้วเขียนว่าเป็นบ้านนางเอกไรเทือกนี้

ประมาณนี้ (ที่จริงฉากน่ะมีนะ แต่ไม่มีผนังมากกว่า)
เป็นเรื่องราวของ Grace ลูกสาวมาเฟีย ที่ดันเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับเรื่องราวของชาวทาสผิวดำในเมือง Manderlay เธอพยายามจะปลดปล่อยทาสให้เป็นอิสระจากเจ้านายคนเก่า แต่เผอิญว่าแบบแผนที่ทาสใช้กันมามันยาวนานเหลือเกิน เช่นว่า ระบบการแบ่งอาหารว่าใครจะได้มากกว่า หรืออารมณ์ว่าห้ามตัดต้นไม้จากในสวนของนายเก่าไรงี๊ ซึ่งทุกอย่างมันมีเห็นมีผลของมันอยู่ แต่เธอก็เข้าไปยุ่ง ประมาณว่าจะไปสั่งสอนระบบประชาธิปไตยและอิสระให้ทาสเหล่านั้น แต่จริงๆแล้วมันดีจริงเหรอ พอไปเปลี่ยนระบบ มันก็ทำให้เกิดผลเสียกับอีกอย่างนึง แล้วพอเรื่องดำเนินไป จริงๆแล้วพวกทาสนี้มันโง่อย่างที่คิดเหรอ แล้วใครเป็นทาสกันแน่ ระหว่าง Grace กับคนผิวดำเหล่านั้นใน Manderlay

เออ มันก็น่าสนใจ แบบเสียดสี american dreams ไง ที่มันชอบเข้าไปยุ่งกับอะไรต่างๆของคนอื่น ทั้งๆที่เค้าก็มีแบบแผนอยู่กันได้มา ก็จะไปให้เขาเป็นแบบอเมริกันไปซะหมด แล้วก็ยังพูดถึงความสำคัญของคนผิวดำอีกด้วย คนขาวสร้างคนผิวดำขึ้นมา นำมาประเทศเอามาเป็นทาส เสร็จแล้วก็ไปปลดปล่อยเขาไม่ให้เป็นทาส How arrogant! เหมือนอย่างที่ Timothy (หนึ่งในทาส) บอกกับ Grace ว่า "I don't know why you're so angry. You said it yourself, 'you made us.' "
ที่จริงแล้วอิสระของคนผิวดำเหล่านั้น อาจจะไม่ได้เกิดขึ้นจริงๆเลยก็ได้ ถึงแม้จะปลดปล่อยทาสมาหลายสิบปีแล้วก็เหอะ (เอ๊ะ ฟังดูคล้ายๆคนไทยไงอยู่ จะว่าไม่เคยเป็นเมืองขึ้น แต่ตอนนี้ก็เป็นทาส globalization เหอๆ)
น๊านน แทงใจ ขอให้ไป 10/10
ก่อนหน้านั้น แรดไปดู Water มา หนังไตรภาค ของ Deepa Mehta ผกก.หญิง ชาวอินเดีย เราเฉยๆกะ Water นะ แต่เผอิญเคยดู Fire แล้วก็ชอบมากแต่เราก็ยังประทับใจว่ะ เพราะว่าเขาชอบทำเรื่องที่มันแทงๆเรื่องอินเดีย วัฒนธรรมเก่าๆกับวัฒนธรรมใหม่ๆ ที่มันเริ่มจะกลืนเข้ามา การเปลี่ยนแปลงที่มันรวดเร็ว ใครรับไม่ได้เพราะอะไร คงเพราะเขาเป็นคนอินเดียด้วยมั๊ง เราว่าเขาก็ทำได้ดีทีเดียว
Water เป็นเรื่องเกี่ยวกับ ผู้หญิงม่ายอินเดีย ที่ตามศาสนาฮินดูบอกว่า ถ้าเป็นม่ายมีทางเลือกไม่กี่ทางคือ ตายตาม ไม่ก็ต้องดำรงชีวิตอย่างบริสุทธิ์ไปตลอดชีวิต ทีนี้เด็กคนนึง (ชื่อไรไม่รู้ลืม) ประมาณเจ็ดขวบหรือน้อยกว่านี้ล่ะ ไอ้คนที่ถูกจับคลุมถุงชนแต่งงานด้วยดันตายไง ก็เลยถูกส่งไปอยู่บ้านแม่ม่าย ที่มีแม่ม่ายหลากหลายอายุอาศัยรวมกันอยู่
อืม มันก็พูดถึงว่า วัฒนธรรมฮินดูที่มันกดขี่ผู้หญิง อันที่จริงโดยเนื้อแท้มันก็ไม่ใช่ แต่มนุษย์ คนในศาสนาที่ไปตีความมันผิดๆ ให้เอื้อแก่ผลประโยชน์ตัวเอง ศาสนาน่ะไม่เท่าไหร่หรอก แต่วิธีที่คนใช้ศาสนาเป็นเครื่องมือนี่สิ
"_"
หลังจากนั้นกลับบ้าน ลงมาข้างล่าง เจอ ผกก.กำลังนั่งสูบบุหรี่อยู่ โอ้เย่ เลยแอบคุยด้วยหน่อยนึง ปลาบปลื้มเป็นที่สุด เฮ้ออออ นี่ล่ะนะ จะไปขอไรได้อีกชีวิต ได้คุยกับคนที่สร้างงานที่เราชอบ ในฐานะที่เราก็ทำอะไรใน field นี้อยู่ยังกะได้มอบออร่าอะไรสักอย่างมา เหอๆๆ
เฮ้อ ในที่สุดทุกอย่างก็จบลงสำหรับอีเทศกาลนี่ ที่ตักตวงตังค์ไปมากมาย มีแพ็คเกจก็ไม่บอกโคตรเซ็งเลย ซื้อตั๋วไปแล้วทำไงได้เนี่ย - -" แต่ก็สนุกดีนะ สภาพวิ่งไปวิ่งมา เข้าออกโรงหนังติดๆกัน ดีกว่าไม่มีไรทำ
อย่างงั้นเหรอ ;-p